วัดบัวขวัญ (Wat Bua Khwan) พระอารามหลวง เป็นวัดสำคัญในจังหวัดนนทบุรีที่มีพัฒนาการมาอย่างยาวนาน โดยมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ 5 ในช่วงที่พื้นที่บริเวณนี้ยังเป็นชุมชนเกษตรกรรมริมคลองและพื้นที่อยู่อาศัยของชาวบ้านในท้องถิ่น เดิมวัดแห่งนี้เริ่มต้นจากการเป็นสำนักสงฆ์ขนาดเล็กที่ชาวบ้านร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อใช้ประกอบศาสนกิจ เช่น การทำบุญ ฟังธรรม และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน ก่อนจะมีการพัฒนาและบูรณะอย่างต่อเนื่องในหลายยุคสมัย ทั้งในด้านศาสนสถาน การจัดระเบียบพื้นที่ และการบริหารคณะสงฆ์ จนกระทั่งได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ในปี พ.ศ. 2551 ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของวัดทั้งในระดับชุมชนและระดับประเทศภายในบริเวณวัดมีลักษณะพื้นที่กว้างขวาง โปร่งโล่ง และร่มรื่นด้วยต้นไม้นานาชนิด มีการจัดผังพื้นที่อย่างเป็นระเบียบ แบ่งโซนการใช้งานอย่างชัดเจน ทั้งพื้นที่ประกอบพิธีกรรม พื้นที่ปฏิบัติธรรม และพื้นที่รองรับพุทธศาสนิกชนโดยมีพระอุโบสถทรงจตุรมุขเป็นศูนย์กลางทางสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นที่สุดของวัด ซึ่งมีความงดงามตามแบบศิลปกรรมไทยประเพณี ผสมผสานความประณีตแบบร่วมสมัย โครงสร้างของพระอุโบสถมีลักษณะสมมาตร มีมุขยื่นทั้งสี่ด้าน หลังคาซ้อนชั้นประดับช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์อย่างวิจิตร ผนังและองค์ประกอบต่าง ๆ ตกแต่งด้วยลวดลายกนกปูนปั้นและงานลงรักปิดทองที่แสดงถึงฝีมือช่างไทยอย่างละเอียดอ่อนและงดงาม
ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระประธานนามว่า “พระพุทธคุโณดม” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศิลปะเชียงแสนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมีพระพักตร์กลมอิ่มเอิบ พระรัศมีเป็นเปลว และสัดส่วนที่งดงาม สื่อถึงความสงบ เมตตา และความเป็นสิริมงคล เป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชนในพื้นที่อย่างมาก นอกจากนี้ ภายในยังมีจิตรกรรมฝาผนังที่ถ่ายทอดเรื่องราวพุทธประวัติ ทศชาติชาดก และหลักธรรมเกี่ยวกับบุญและบาปในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและใช้สีสันสดใส ทำให้ทั้งมีคุณค่าทางศิลปะและให้ความรู้ทางธรรมไปพร้อมกันนอกเหนือจากพระประธานแล้ว วัดยังมีองค์พระราหูซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญที่ผู้คนนิยมมากราบไหว้เพื่อขอพรด้านการแก้เคราะห์ เสริมดวง และปัดเป่าสิ่งไม่ดี โดยมักมีการถวายของดำตามความเชื่อ เช่น ไข่ดำและเครื่องดื่มสีดำ รวมถึงมีกิจกรรมทำบุญหลากหลายรูปแบบ เช่น การให้อาหารปลา การบริจาคทาน และการเช่าบูชาวัตถุมงคลที่เป็นที่นิยม
บรรยากาศโดยรวมของวัดมีความสงบ ร่มรื่น แต่ยังคงมีชีวิตชีวา เนื่องจากเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมทางศาสนาและชุมชน ทั้งการตักบาตรในตอนเช้า การเวียนเทียนในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา และวันอาสาฬหบูชา รวมถึงงานบุญประเพณีต่าง ๆ ที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้วัดแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยวทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ทางสังคมที่เชื่อมโยงผู้คนในชุมชนเข้าด้วยกันอย่างแน่นแฟ้น และสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของวัดไทยในยุคเมืองที่สามารถผสมผสานความดั้งเดิมกับความร่วมสมัยได้อย่างลงตัว