“เขื่อนดินใหญ่ที่สุดในไทย วิวอ่างเก็บน้ำพาโนรามาคู่ทิวเขาสลับซับซ้อน ถ่ายรูปสวยบนสะพานแขวนเหล็ก มีสวนไม้ดอกและที่พักผ่อนธรรมชาติครบครัน”
เขื่อนสิริกิติ์ (Sirikit Dam) เป็นเขื่อนดินแกนดินเหนียวขนาดใหญ่ที่สร้างกั้นแม่น้ำน่านในพื้นที่อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ นับเป็นเขื่อนดินที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย และเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่สำคัญที่สุดของภาคเหนือ เดิมมีชื่อว่า “เขื่อนผาซ่อม” ตามชื่อแก่งหินบริเวณก่อสร้าง ก่อนที่จะได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาเป็นชื่อเขื่อนในปี พ.ศ. 2511 เขื่อนแห่งนี้อยู่ภายใต้การดูแลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และมีบทบาทสำคัญทั้งด้านการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ การชลประทาน การป้องกันน้ำท่วม และการผลักดันเศรษฐกิจในพื้นที่ลุ่มน้ำน่านและภาคกลางตอนบน
ลักษณะเด่นของเขื่อนสิริกิติ์คือแนวสันเขื่อนดินขนาดมหึมาที่ยาวประมาณ 810 เมตร สูงกว่า 113 เมตร และทอดตัวยาวท่ามกลางภูเขาสลับซับซ้อนของจังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อมองจากสันเขื่อนจะเห็นทิวทัศน์ของอ่างเก็บน้ำขนาดมหาศาลที่แผ่กว้างไกลสุดสายตา รายล้อมด้วยภูเขาและป่าไม้สีเขียว โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว พื้นที่เหนือเขื่อนจะเต็มไปด้วยหมอกบางลอยเหนือผิวน้ำ สร้างบรรยากาศสงบเงียบและงดงามอย่างมาก จนกลายเป็นหนึ่งในจุดชมวิวธรรมชาติที่มีชื่อเสียงที่สุดของจังหวัดอุตรดิตถ์ นักท่องเที่ยวจำนวนมากนิยมเดินเล่นบนสันเขื่อนเพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แสงสะท้อนผืนน้ำและแนวภูเขาสวยงามเป็นพิเศษ
เหนือเขื่อนเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีลักษณะคล้ายทะเลสาบน้ำจืดกลางหุบเขา พื้นที่บางส่วนกลายเป็นเกาะเล็กเกาะน้อยหลังจากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นภายหลังการสร้างเขื่อน จึงเกิดภูมิทัศน์ที่สวยงามและแตกต่างจากเขื่อนทั่วไป กิจกรรมยอดนิยมของนักท่องเที่ยวคือการล่องแพชมทัศนียภาพของอ่างเก็บน้ำ การนั่งเรือชมธรรมชาติ การตกปลา และการพักค้างคืนบนแพลอยน้ำ บริเวณท่าเรือจะมีร้านอาหารแพที่ให้บริการอาหารพื้นบ้านและเมนูปลาน้ำจืดจากอ่างเก็บน้ำ เช่น ปลาคัง ปลาเนื้ออ่อน และปลานิล ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ด้านอาหารของพื้นที่ นักท่องเที่ยวจำนวนมากนิยมเดินทางมาพักผ่อนแบบเงียบสงบ เนื่องจากบรรยากาศโดยรอบยังคงความเป็นธรรมชาติสูงและไม่แออัดเหมือนแหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่หลายแห่งในภาคเหนือ
ภายในพื้นที่ของเขื่อนยังได้รับการพัฒนาให้เป็นสถานที่พักผ่อนและศึกษาธรรมชาติอย่างครบวงจร กฟผ. ได้จัดสร้างสวนสาธารณะและสวนหย่อมหลายจุด เช่น “สวนสุมาลัย” ซึ่งเป็นสวนดอกไม้และสวนพักผ่อนที่ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงาม มีทั้งสนามหญ้า ประติมากรรม จุดชมวิว และพื้นที่สำหรับเดินเล่นพักผ่อนท่ามกลางอากาศบริสุทธิ์ นอกจากนี้ยังมีสะพานแขวนเฉลิมพระเกียรติที่ทอดข้ามลำน้ำน่านด้านท้ายเขื่อน ซึ่งเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยม เพราะสามารถมองเห็นทั้งตัวเขื่อน แม่น้ำน่าน และแนวภูเขาโดยรอบได้อย่างชัดเจน บริเวณใกล้กันยังประดิษฐานพระพุทธสิริกิติทีปนาถ พระพุทธรูปปางสมาธิที่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวนิยมแวะสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล
นอกจากด้านการท่องเที่ยวแล้ว เขื่อนสิริกิติ์ยังมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของประชาชนในหลายจังหวัดของภาคเหนือและภาคกลาง น้ำจากเขื่อนถูกส่งไปใช้เพื่อการเกษตรในพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่ ช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งและรักษาระบบชลประทานของลุ่มน้ำน่าน รวมถึงช่วยควบคุมปริมาณน้ำในช่วงฤดูฝนเพื่อลดผลกระทบจากน้ำท่วม อีกทั้งโรงไฟฟ้าพลังน้ำของเขื่อนยังสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อสนับสนุนระบบพลังงานของประเทศ จึงถือเป็นโครงการพัฒนาที่มีบทบาททั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องมายาวนานหลายทศวรรษ
ปัจจุบันเขื่อนสิริกิติ์ยังคงเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่สำคัญของจังหวัดอุตรดิตถ์ ด้วยทัศนียภาพอันกว้างใหญ่ อากาศบริสุทธิ์ และบรรยากาศเงียบสงบ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการพักผ่อนใกล้ธรรมชาติ ถ่ายภาพวิวทะเลสาบภูเขา หรือสัมผัสวิถีชีวิตเรียบง่ายริมอ่างเก็บน้ำ โดยเฉพาะในช่วงปลายฝนต้นหนาวซึ่งถือเป็นฤดูกาลที่สวยงามที่สุดของเขื่อน ระดับน้ำจะเต็มอ่างและมีหมอกยามเช้าปกคลุมเหนือผิวน้ำ ทำให้พื้นที่แห่งนี้มีเสน่ห์แตกต่างจากแหล่งท่องเที่ยวอื่นในภาคเหนือของประเทศไทยอย่างชัดเจน
Bagaimana untuk ke sana
- จากตัวเมืองอุตรดิตถ์ ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 1045 (อุตรดิตถ์-เขื่อนสิริกิติ์) ขับตรงไปทางอำเภอท่าปลา ระยะทางรวมประมาณ 58 กิโลเมตร เส้นทางเป็นถนนลาดยางขี่สบาย มีป้ายบอกทางชัดเจนตลอดเส้นทางจนถึงทางเข้าเขื่อน
Perjalanan
- ควรมาถึงช่วงเช้าเพื่อชมหมอกเหนืออ่างเก็บน้ำและอากาศที่เย็นสบาย
- ช่วงปลายฝนต้นหนาวเป็นฤดูกาลที่วิวรอบเขื่อนสวยที่สุด
- จุดชมวิวบนสันเขื่อนเหมาะสำหรับถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นและตก
- ควรเตรียมหมวกหรือร่มเพราะบริเวณสันเขื่อนมีแดดค่อนข้างแรง
ค่าเข้าชม:
- ฟรีไม่มีค่าเข้าชม
เวลาเปิดปิดทำการ:
- เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00 – 18.00 น.